• สร้างเมื่อ
  • เข้าชม 1098 ครั้ง

แลกเปลี่ยนแล้วได้อะไร....?

อย่างแรกขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อ แจม เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนรุ่นแรกของโครงการ Overseas Study Hub ครับ ผมมีประสบการณ์ 1 ปี จากการไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา รัฐโอเรกอน อยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศอเมริกา รัฐนี้ก็จะมีความป่าๆหน่อย เป็นรัฐที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Twilight มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก กิจกรรมหลักคือ การเดินป่า เที่ยวทะเลสาบ หน้าหนาวมีหิมะตก หน้าร้อนก็ร้อนมาก ถือว่าเป็นรัฐที่ครบเครื่องเรื่องธรรมชาติมาก ส่วนการใช้ชีวิต ถ้าเปรียบกับสัตว์ก็คงเป็น สล๊อต ครับผม

ชีวิตช่วงแรกๆก็มีความงงๆอยู่บ้างครับ ต้องเจอกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปคนละขั้ว บางอย่างก็ต้องยอมรับว่าถึงวันนี้ก็ยังคงรับไม่ได้ วิถีชีวิตแบบคนอเมริกันสบายมากครับ เช้ามาไป รร บ่ายๆกลับบ้าน มีเวลาสบายๆตอนเย็น แต่ส่วนมากผมก็ใช้เวลากับการเล่นกีฬาเป็นส่วนใหญ่ ก่อนไปอเมริกาผมมองว่าชีวิตในกรุงเทพเหนื่อยมากครับ ต้องรีบๆๆๆ แข่งกับเวลาเสมอ ทำให้บางครั้งตื่นมาแล้วยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็ต้องรีบใช้ชีวิตอีกวันแล้ว แต่พอได้มาอยู่รัฐนี้ มีชีวิตที่ช้ามาก ทำอะไรแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบ ตื่นไม่เช้ามาก รถไม่ติด อากาศดี อยู่ที่นั่นผมแทบจะมีสุขภาพดีตลอด แทบจะไม่ป่วยเลย กลับบ้านมีเวลาพักผ่อน ทำงาน ดูหนัง และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ถ้าให้อธิบายช่วงปีนี้ก็คือ ช่วงระยะพักฟื้นครับ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็มีมากมายครับ ถ้าตั้งแต่วันแรกเลยก็คือ การปรับตัว และการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นครับ หลายคนอาจจะมองว่าง่าย แต่จริงๆแล้ว ยากมากครับ เราทุกคนต่างมีอะไรที่ต่างกัน โลกมีหลายด้าน คนก็มองได้หลายมุมครับ แล้วคนอเมริกันจะเป็นพวกไม่ค่อยก้มหัวให้ใคร ทำให้มีความยากในการปรับตัว แต่โชคดีที่ครอบครัวที่ผมได้ไปอาศัยอยู่เป็นคนพื้นเพเชื้อชาติชาวเม็กซิกัน ทำให้ยังมีความเกรงใจกันบาง แล้วค่อยๆปรับตัวหากันได้ในที่สุดครับ เรื่องภาษาไม่ต้องห่วงเลย ถ้าเราตั้งใจ ฝึกพูดบ่อยๆ ไม่เก็บตัวในห้องคนเดียวสบายมากครับ เอาตรงๆ เราคงจะไม่ได้กลับมาไทยแล้วคาดหวังว่าจะเก่งแกร็มมา เพราะที่นั่นแทบจะไม่สอนเลย เราจะได้เรียนรู้จากการใช้จริง นั่นทำให้เราจำมันได้ดีขึ้นครับ

ในการพัฒนาของผมก็เยอะเช่นกัน ถ้าทางด้านร่างกายก็คงเป็น ส่วนสูง ที่เพิ่มขึ้นราวๆ 5 ซม น้ำหนักขั้นมาเกือบ 20 กก เลยครับ เรื่องของภาษาผมพอจะพูดได้บ้าง แต่จริงๆไปถึงยังกลัวไม่ค่อยกล้าพูด ไปๆมาๆ พูดไม่หยุดเลยครับ ไม่อายเรื่องภาษาเลย นั่นก็ถือเป็นการพัฒนาอีกอย่าง คือ ความมั่นใจ ครับ กลับมาผมมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆมากขึ้น เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น จนทำให้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีกด้วย หลายๆคนก็บอกผมว่า การคิด การพูด การทำ ผมดูโตขึ้นมากสิ่งเหล่านี้ก็คงได้มาจากประสบการณ์ที่ได้เจอ และได้ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองครับ ยิ่งเจอปัญหามาก ก็จะยิ่งทำให้เราแกร่งครับเหมือนคำที่ว่า “A smooth sea never made a skilled sailor.” ครับ

สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากน้องๆที่สนใจมารับคำปรึกษาจากผมได้หรือ ติดต่อกับโครงการได้ ทุกคนพร้อมให้คำแนะนำ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่น้องๆตัดสินใจว่าอยากมีชีวิตแบบไหน เรื่องการศึกษาที่อเมริกาอาจจะเป็นรองในเรื่องของทฤษฎี แต่เขามีภาคปฏิบัติที่ถึงจะไม่อิงทฤษฎีมาก แต่ก็ทำให้เราเข้าใจได้เช่นกัน ไม่แน่อาจจะเข้าใจดีกว่าเสียอีก แต่ในเรื่องของประสบการณ์ที่น้องๆ หาไม่ได้ในห้องเรียน ที่อเมริกาให้ได้แน่นอน ทั้งสุข เศร้า เหงา และอื่นๆ เมื่อเราผ่านมันมาและมองกลับไปก็จะเห็นว่ามันมีค่า คุ้มกับที่เสียเวลาไป 1 ปีแน่นอนครับ

WRITER: JAM-WATTANAI AMORNSIRIKUL

Current University: MUIC , BBA

FOUDER: ประธานค่ายอาสาจะทำ AS